07/01/2569

แม้จำเลยให้การว่ากู้เงินจริงแต่ได้รับเงินไม่ถึงที่เขียนในสัญญาและสัญญากู้ปลอม แต่ก็ยังต้องใช้หลักฐานแห่งการกู้ยืมนั้นเป็นพยานหลักฐานว่ากู้เงินจริงหรือไม่



คำให้การจำเลยอ้างว่าจำเลยกู้เงินจากโจทก์จริงแต่ได้รับเงินไม่ถึงจำนวนที่โจทก์เขียนในสัญญา และสัญญากู้เงินเป็นเอกสารปลอม ดังนั้น การที่จะฟังว่าจำเลยทำสัญญากู้เิงนจากโจทก์หรือไม่ จึงต้องอาศัยสัญญากู้เงินเป็นพยานหลักฐาน 


แม้จำเลยเบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ว่าจำเลยเป็นคนกรอกข้อความในสัญญากู้เงินสัญญากู้จึงไม่ใช่เอกสารปลอม ก็เป็นเรื่องในชั้นพิจารณาว่าข้อเท็จจริงในประเด็นที่จำเลยต่อสู้ไว้ฟังได้เพียงใด ไม่ใช่กรณีไม่ต้องใช้หนังสือสัญญากู้เงินเป็นพยานหลักฐาน ยังต้องมีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินมาเป็นพยานหลักฐาน


หนังสือสัญญากู้เงินต้นฉบับระบุชื่อโจทก์และจำเลยเป็นคู่สัญญาและลงลายมือชื่อทั้งสองฝ่าย จึงเป็นตราสารที่ต้องปิดอากรแสตมป์ แต่เมื่อหนังสือสัญญากู้เงินไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ ย่อมไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 ถือว่าโจทก์ไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1650/2567


06/01/2569

จะปรับบทลงโทษได้ต้องมีอำนาจพิจารณาก่อน, ถอนฟ้อง 6 วันเพื่อฟ้องศาลใหม่ไม่เป็นถอนฟ้องเด็ดขาด, อุทธรณ์คดีส่วนอาญาแล้วแพ่งเกี่ยวเนื่องอาญาไม่ต้องขออนุญาตอุทธรณ์

 


คดีนี้ศาลแขวงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ศาลแขวงจะปรับบทลงโทษตามที่พิจารณาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 ไม่ได้

โจทก์ยื่นฟ้องคดีอาญาต่อศาลจังหวัดหลังจากถอนฟ้องจากศาลแขวงเพียง 6 วัน แสดงว่าโจทก์ถอนฟ้องเพื่อมาฟ้องเป็นคดีใหม่ต่อศาลที่มีอำนาจ ไม่ใช่การถอนฟ้องเด็ดขาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 36 และไม่เป็นเหตุให้จำเลยถูกดำเนินคดีหลายครั้ง โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยคดีนี้ได้

คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา แม้ทุนทรัพย์ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง แต่เมื่อโจทก์อุทธรณ์คดีส่วนอาญา ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีส่วนแพ่งได้โดยโจทก์ไม่ต้องขออนุญาตอุทธรณ์คดีส่วนแพ่ง เพราะคดีส่วนแพ่งศาลต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1351/2567

25/12/2568

ไม่มีหลักฐานกู้ยืมเงิน ก็ฟ้องไม่ได้และยกสู้ฟ้องแย้งก็ไม่ได้



โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกู้ยืมเงิน 1,800,000 บาท มีหลักฐานเป็นหนังสือโดยจำเลยให้โฉนดของจำเลยแก่โจทก์ยึดถือไว้เป็นประกัน ต่อมาจำเลยกู้ยืมเงินอีก 1,500,000 บาท โดยไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ มีเพียงหลักฐานการโอนเงินเข้าบัญชีจำเลย แต่จำเลยปฏิเสธว่าไม่ได้กู้ยืมเงิน 1,500,000 บาท และฟ้องแย้งขอให้โจทก์คืนโฉนด โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ว่าจำเลยกู้ยืมเงิน 1,500,000 บาท หรือไม่ แต่เมื่อโจทก์ไม่มีหลักฐานการกู้ยืมเงินอีก 1,500,000 บาท โจทก์จึงฟ้องบังคับให้จำเลยชำระเงินกู้ 1,500,000 บาท ไม่ได้  รวมถึงห้ามไม่ให้โจทก์ยกขึ้นต่อสู้คดีตามฟ้องแย้งของจำเลยที่ให้คืนโฉนดด้วย โจทก์จะอ้างว่าเป็นการยืมใช้คงรูปแล้วใช้สิทธิ์ติดตามเอาคืนก็ไม่ได้ และจะอ้างว่าการที่จำเลยรับว่าได้ชำระหนี้เงินกู้ 1,800,000 บาท เป็นการรับว่าได้ชำระหนี้เงินกู้บางส่วน จึงไม่ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือในเงินกู้อีก 1,500,000 บาท ก็ฟังไม่ขึ้น


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1263/2567


19/12/2568

ผู้แทนสวนสัตว์ ไม่ได้เลี้ยงหรือดูแลเสือโดยตรง ไม่ต้องรับผิดละเมิดเป็นการส่วนตัว



กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนสวนสัตว์ เป็นเพียงตัวแทนของสวนสัตว์ ไม่ได้เกี่ยวข้องในฐานะผู้รับเลี้ยงเสือด้วย ไม่ได้เลี้ยงหรือดูแลเสือโดยตรง ถือไม่ได้ว่ากรรมการผู้มีอำนาจนั้นเป็นผู้ดูแลสัตว์หรือรับเลี้ยงรักษาสัตว์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 433 จึงไม่ต้องรับผิดจากเสือหลุดจากกรงเข้ากัดเด็ก และไม่ได้กระทำการนอกขอบวัตถุประสงค์ของสวนสัตว์ จึงไม่ต้องรับผิดในฐานะส่วนตัว


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1235/2567


18/12/2568

ถูกเตะหน้า แล้วขับรถกลับบ้านที่อยู่ใกล้ ๆ แล้วกลับมาทำร้าย เป็นบันดาลโทสะ ไม่ได้อ้างในศาลชั้นต้นก็อ้างชั้นอุทธรณ์ได้




ผู้เสียหายเตะหน้าจำเลย จำเลยขับรถกลับบ้านที่อยู่ห่างเพียง 600 เมตร ในขณะที่โทสะยังพลุ่งพล่านอยู่ไม่ขาดตอนจากเหตุการณ์ที่ถูกผู้เสียหายเตะหน้า กลับมาทำร้าย เป็นการบันดาลโทสะ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72


แม้จำเลยไม่ได้ยกปัญหาเรื่องบันดาลโทสะในคำให้การในศาลชั้นต้น แต่จำเลยมีสิทธิยกเรื่องบันดาลโทสะในศาลชั้นอุทธรณ์ได้ เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1109/2567


17/12/2568

สถาบันการเงินยื่นฟ้องล่าช้า ดอกสูงเกินต้น ศาลไม่ให้ดอกหลังฟ้อง แต่ผู้ประกอบธุรกิจที่เป็นบุคคลยื่นฟ้องล่าช้า ศาลลดดอกเบี้ยไม่ได้

พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 12 กำหนดว่า “ในการใช้สิทธิแห่งตนก็ดี ในการชำระหนี้ก็ดี ผู้ประกอบธุรกิจต้องกระทำด้วยความสุจริต โดยคำนึงถึงมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสมภายใต้ระบบธุรกิจที่เป็นธรรม” โดยบัญญัติหลักทุจริตสำหรับควบคุมกำกับพฤติกรรมของผู้ประกอบธุรกิจเพิ่มเติมรายละเอียดขึ้นอีก มากกว่าที่ใช้บังคับกับบุคคลทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 ที่กำหนดว่า “ในการใช้สิทธิแห่งตนก็ดี ในการชำระหนี้ก็ดี บุคคลต้องกระทำโดยสุจริต” เพราะต้องการยกระดับมาตรฐานความสุจริตของผู้ประกอบธุรกิจในการใช้สิทธิและในการชำระหนี้ให้ยิ่งไปกว่าบุคคลทั่วไปจะพึงมีตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยผู้ประกอบธุรกิจต้องปฏิบัติต่อผู้บริโภคไม่ได้ไปกว่ามาตรฐานทางการค้าของผู้ประกอบธุรกิจในกิจการทำนองเดียวกับประพฤติปฏิบัติต่อผู้บริโภค ทั้งต้องมีจริยธรรมในการประกอบกิจการภายใต้ระบบธุรกิจที่มีการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม มีความรับผิดชอบ ดำเนินการด้วยความโปร่งใสและตรวจสอบได้เพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ผู้บริโภค อันจะส่งผลต่อความก้าวหน้าในกิจการของผู้ประกอบธุรกิจควบคู่กันไป หากผู้ประกอบธุรกิจใช้สิทธิ์หรือชำระหนี้ในเกณฑ์ที่ด้อยกว่ามาตรฐานความสุจริตดังกล่าวแล้ว ย่อมเท่ากับว่าผู้ประกอบธุรกิจใช้สิทธิไม่สุจริต และศาลไม่อาจบังคับให้ลูกหนี้ชำระหนี้แก่ผู้ประกอบธุรกิจที่ใช้สิทธิไม่สุจริตเช่นนั้นได้





คดีที่ 1

บริษัทบริหารสินทรัพย์รับโอนหนี้มาจากธนาคารในปี 2557 โดยไม่ปรากฏหลักฐานแสดงรายละเอียดการชำระหนี้ของลูกหนี้ว่าชำระหนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อใด และธนาคารเจ้าหนี้เดิมอาจใช้สิทธิเรียกร้องได้ตั้งแต่เมื่อใด รวมถึงบริษัทบริหารสินทรัพย์รับโอนหนี้มาแล้วได้ใช้สิทธิบัคับชำระหนี้จากลูกหนี้ในทันทีที่มีโอกาสทำได้หรือภายในระยะเวลาอันสมควรหรือไม่ อย่างไร โดยดำเนินคดีตามสัญญากู้และสัญญาจำนองกับลูกหนี้ในปี 2563 ซึ่งเนิ่นช้าจนเป็นเหตุให้ภาระหนี้ในส่วนดอกเบี้ยที่ลูกหนี้ต้องรับผิดสูงเกินกว่าต้นเงินที่ค้างชำระ บริษัทบริหารสินทรัพย์และธนาคารเจ้าหน้ี้เดิมไม่ได้ใช้สิทธิเรียกร้องต่อลูกหนี้โดยคำนึงถึงความเสียหายของลูกหนี้ซึ่งเป็นผู้บริโภค เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ไม่คำนึงถึงมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสมภายใต้ระบบธุรกิจที่เป็นธรรม ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 12 จึงไม่กำหนดอัตราดอกเบี้ยทั้งอัตราปกติและอัตราผิดนัดของต้นเงินภายหลังวันฟ้อง


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 610/2567





คดีที่ 2


พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 ไม่ได้มีบทบัญญัติพิเศษเพิ่มเติมเกี่ยวกับบทสันนิษฐานเรื่องการทำโดยสุจริต จึงต้องถือว่าข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 6 ที่กำหนดว่า “ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต” มาใช้บังคับกับผู้ประกอบธุรกิจตามความหมายแห่ง พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 ด้วย


แม้โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงินจะนำคดีมาฟ้องช้า แต่โจทก์ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานว่าการะทำโดยสุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 6 เป็นการใช้สิทธิตามปกติที่มีข้อสัญญาและข้อกฎหมายรองรับ และเมื่อคดีไม่มีประเด็นเรื่องอายุความ โจทก์ย่อมต้องได้รับชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยตามจำนวนที่ยังไม่ได้รับชำระ ไม่ใช่เรื่องที่ศาลจะยก พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 12 มาปรับลดดอกเบี้ยตามสัญญาลงได้


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1236/2567



* หมายเหตุ คำพิพากษาศาลฎีกา 2 เรื่องนี้ ต่างกันในรายละเอียดและผล ขอให้อ่านย่อยาวอย่างรอบคอบ


16/12/2568

แม้มีใบสร็จรับเงินแล้ว ศาลก็ยังไม่เชื่อว่าได้ชำระเงินแล้ว เพราะมีหลักฐานแวดล้อมอื่นๆ



ร้านอาหารรับจ้างจัดเลี้ยงาหารให้ส่วนราชการตามที่ตกลงรับจ้างหลายครั้ง โดยร้านอาหารจะนำใบวางบิลและใบเสร็จรับเงินให้เจ้าหน้าที่ของส่วนราชการไปก่อน แล้วเจ้าหน้าที่จะโอนเงินเข้าบัญชีร้านค้าในภายหลัง แต่เจ้าหน้าที่ไม่โอนเงินชำระค่าจ้างหลายครั้งเป็นเงินหลายแสนบาท


เจ้าหน้าที่ต้องยืมเงินทดรองจ่ายจากส่วนราชการมาก่อนแล้วนำเอกสารใบเสร็จรับเงินไปขออนุมัติหักล้างเงินยืม ส่วนราชการให้เจ้าหน้าที่เพียงคนเดียวจัดการทั้งเอกสารและการเงินจนเจ้าหน้าที่กระทำการทุจริต ส่วนราชการสอบข้อเท็จจริงและสอบละเมิดเจ้าหน้าที่แล้ว ร้านอาหารก็ให้การในชั้นสอบข้อเท็จจริงตรงกับที่เบิกความต่อศาล พยานบุคคลของส่วนราการเบิกความตามเอกสารเท่านั้น แม้ส่วนราชการมีใบเสร็จรับเงิน ศาลก็เชื่อร้านอาหารเพราะถ้าร้านอาหารได้รับเงินไปแล้วคงไม่มาฟ้องเป็นคดีนี้


ไม่ใช่เรื่องระหว่างร้านอาหารกับเจ้าหน้าที่ แต่ส่วนราชการต้องรับผิดชำระเงินให้ร้านอาหาร แล้วไปไล่เบี้ยเอาจากเจ้าหยน้าที่เอง


การโอนเงินให้ภายหลังไม่แน่ว่าวันใด เป็นหนี้ไม่มีกำหนดเวลา


คำพิพากษาศาลฎีกาที่  500/2567