แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปวิอ221 แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปวิอ221 แสดงบทความทั้งหมด

08/07/2568

ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาและลงชื่อในคำพิพากษาใช้ดุลพินิจอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้แม้ไม่มีคำร้องขออนุญาตให้ฎีกา



ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นมีอำนาจตรวจฎีกาและสั่งอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในคำฟ้องฎีกาและรับฎีกาได้ แม้จำเลยจะไม่ได้ยื่นคำร้องเพื่อขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงมาด้วยก็ตาม เพราะถือเป็นดุลพินิจเด็ดขาดของผู้พิพากษาที่สั่งอนุญาต การที่ผู้พิพากษาดังกล่าวตรวจฎีกาแล้วเห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและมีคำสั่งอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องตามเจตนารมณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 แล้ว


ผู้ตายมีส่วนก่อให้เกิดการกระทำความผิดด้วย แม้ผู้ตายไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย มารดาของผู้ตายไม่มีอำนาจเข้ามาจัดการแทนผู้ตายและไม่มีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการก็ตาม แต่มารดาของผู้ตายเป็นผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำละเมิดของจำเลย จึงเป็นผู้ถูกโต้แย้งสิทธิในทางแพ่งและมีสิทธิเรียกร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 โดยไม่ต้องคำนึงว่าผู้ตายเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยหรือไม่ ส่วนจะกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้มากน้อยเพียงไร ต้องพิจารณาว่าความเสียหายนั้นได้เกิดขึ้นเพราะฝ่ายใดเป็นผู้ก่อยิ่งหย่อนกว่ากัน


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 518/2567


29/04/2568

คำร้องขออนุญาตฎีกาต้องระบุว่าขอให้ผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง



คำร้องขออนุญาตฎีกาไม่ได้ระบุในคำร้องว่าประสงค์ขอให้ผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในคดีซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จึงเป็นคำร้องที่ไม่ชอบด้วยมาตรา 221


 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4206/2566


14/02/2567

ไม่ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษารับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง คำร้องขออนุญาตฎีกาไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เมื่อขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเปลี่ยนแปลงโทษที่ลงได้

คดีอาญาไม่ต้องขออนุญาตฎีกา แต่ต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 216 และมาตรา 221 โดยผู้ฎีกาต้องยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นขอให้ผู้พิพากษาคนใดคนหนึ่งซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลที่พิจารณาคดีนี้และศาลฎีกาอนุญาตฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงโดยไม่ได้ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาตามมาตรา 221 รับรองให้ฎีกา คำร้องขออนุญาตฎีกาของจำเลยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาว่าด้วยฎีกา ศาลฎีกายกขึ้นพิจารณาได้ตามมาตรา 195 วรรค 2 ฎีกาของจำเลยจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยมาเป็นการไม่ชอบ แต่คดีนี้ขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว เมื่อศาลฎีกาเห็นว่าพฤติการณ์ในคดีโทษที่ศาลอุทธรณ์กำหนดยังไม่เหมาะสมแก่รูปคดี ศาลฎีกามีอำนาจเปลี่ยนแปลงดุลพินิจในการลงโทษที่ศาลอุทธรณ์กำหนดไว้ได้ 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2270/2566