17/12/2568

สถาบันการเงินยื่นฟ้องล่าช้า ดอกสูงเกินต้น ศาลไม่ให้ดอกหลังฟ้อง แต่ผู้ประกอบธุรกิจที่เป็นบุคคลยื่นฟ้องล่าช้า ศาลลดดอกเบี้ยไม่ได้

พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 12 กำหนดว่า “ในการใช้สิทธิแห่งตนก็ดี ในการชำระหนี้ก็ดี ผู้ประกอบธุรกิจต้องกระทำด้วยความสุจริต โดยคำนึงถึงมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสมภายใต้ระบบธุรกิจที่เป็นธรรม” โดยบัญญัติหลักทุจริตสำหรับควบคุมกำกับพฤติกรรมของผู้ประกอบธุรกิจเพิ่มเติมรายละเอียดขึ้นอีก มากกว่าที่ใช้บังคับกับบุคคลทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 ที่กำหนดว่า “ในการใช้สิทธิแห่งตนก็ดี ในการชำระหนี้ก็ดี บุคคลต้องกระทำโดยสุจริต” เพราะต้องการยกระดับมาตรฐานความสุจริตของผู้ประกอบธุรกิจในการใช้สิทธิและในการชำระหนี้ให้ยิ่งไปกว่าบุคคลทั่วไปจะพึงมีตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยผู้ประกอบธุรกิจต้องปฏิบัติต่อผู้บริโภคไม่ได้ไปกว่ามาตรฐานทางการค้าของผู้ประกอบธุรกิจในกิจการทำนองเดียวกับประพฤติปฏิบัติต่อผู้บริโภค ทั้งต้องมีจริยธรรมในการประกอบกิจการภายใต้ระบบธุรกิจที่มีการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม มีความรับผิดชอบ ดำเนินการด้วยความโปร่งใสและตรวจสอบได้เพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ผู้บริโภค อันจะส่งผลต่อความก้าวหน้าในกิจการของผู้ประกอบธุรกิจควบคู่กันไป หากผู้ประกอบธุรกิจใช้สิทธิ์หรือชำระหนี้ในเกณฑ์ที่ด้อยกว่ามาตรฐานความสุจริตดังกล่าวแล้ว ย่อมเท่ากับว่าผู้ประกอบธุรกิจใช้สิทธิไม่สุจริต และศาลไม่อาจบังคับให้ลูกหนี้ชำระหนี้แก่ผู้ประกอบธุรกิจที่ใช้สิทธิไม่สุจริตเช่นนั้นได้





คดีที่ 1

บริษัทบริหารสินทรัพย์รับโอนหนี้มาจากธนาคารในปี 2557 โดยไม่ปรากฏหลักฐานแสดงรายละเอียดการชำระหนี้ของลูกหนี้ว่าชำระหนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อใด และธนาคารเจ้าหนี้เดิมอาจใช้สิทธิเรียกร้องได้ตั้งแต่เมื่อใด รวมถึงบริษัทบริหารสินทรัพย์รับโอนหนี้มาแล้วได้ใช้สิทธิบัคับชำระหนี้จากลูกหนี้ในทันทีที่มีโอกาสทำได้หรือภายในระยะเวลาอันสมควรหรือไม่ อย่างไร โดยดำเนินคดีตามสัญญากู้และสัญญาจำนองกับลูกหนี้ในปี 2563 ซึ่งเนิ่นช้าจนเป็นเหตุให้ภาระหนี้ในส่วนดอกเบี้ยที่ลูกหนี้ต้องรับผิดสูงเกินกว่าต้นเงินที่ค้างชำระ บริษัทบริหารสินทรัพย์และธนาคารเจ้าหน้ี้เดิมไม่ได้ใช้สิทธิเรียกร้องต่อลูกหนี้โดยคำนึงถึงความเสียหายของลูกหนี้ซึ่งเป็นผู้บริโภค เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ไม่คำนึงถึงมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสมภายใต้ระบบธุรกิจที่เป็นธรรม ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 12 จึงไม่กำหนดอัตราดอกเบี้ยทั้งอัตราปกติและอัตราผิดนัดของต้นเงินภายหลังวันฟ้อง


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 610/2567





คดีที่ 2


พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 ไม่ได้มีบทบัญญัติพิเศษเพิ่มเติมเกี่ยวกับบทสันนิษฐานเรื่องการทำโดยสุจริต จึงต้องถือว่าข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 6 ที่กำหนดว่า “ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต” มาใช้บังคับกับผู้ประกอบธุรกิจตามความหมายแห่ง พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 ด้วย


แม้โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงินจะนำคดีมาฟ้องช้า แต่โจทก์ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานว่าการะทำโดยสุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 6 เป็นการใช้สิทธิตามปกติที่มีข้อสัญญาและข้อกฎหมายรองรับ และเมื่อคดีไม่มีประเด็นเรื่องอายุความ โจทก์ย่อมต้องได้รับชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยตามจำนวนที่ยังไม่ได้รับชำระ ไม่ใช่เรื่องที่ศาลจะยก พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 12 มาปรับลดดอกเบี้ยตามสัญญาลงได้


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1236/2567



* หมายเหตุ คำพิพากษาศาลฎีกา 2 เรื่องนี้ ต่างกันในรายละเอียดและผล ขอให้อ่านย่อยาวอย่างรอบคอบ


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น