แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปวิพ142 แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปวิพ142 แสดงบทความทั้งหมด

19/08/2568

ไม่ต้องฟ้องแพ่งก่อนฟ้องล้มละลาย



แม้โจทก์ฟ้องคดีตั้งรูปเรื่องว่าจำเลยเป็นหนี้เงินกู้ยืม แต่โจทก์ได้บรรยายฟ้องและนำสืบเข้าลักษณะสัญญาประเภทหนึ่งที่บังคับกันได้ ซึ่งการวินิจฉัยชี้ขาดคดีของศาลย่อมมีอำนาจยกบทกฎหมายที่ถูกต้องมาปรับแก่คดีได้ ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ


เจ้าหนี้จะฟ้องลูกหนี้ให้ล้มละลายได้ก็ต่อเมื่อหนี้นั้นอาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน ไม่ว่าหนี้นั้นจะถึงกำหนดชำระโดยพลันหรือในอนาคต พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 9 (3) ไม่ได้บัญญัติว่าหนี้นั้นศาลต้องพิพากษากำหนดจำนวนแน่นอนเสียก่อน ดังนั้น โจทก์ไม่ต้องนำหนี้ไปฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งก่อนที่จะฟ้องคดีล้มละลาย


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 540/2567


15/07/2568

สำคัญผิดในราคาขายฝาก สัญญาขายฝากเป็นโมฆะ ศาลพิพากษาให้คืนเงินได้ ไม่เกินคำขอ



ขณะทำสัญญาขายฝากโจทก์เข้าใจว่าตกลงขายฝากที่ดินเป็นเงิน 160,000 บาท ตามจำนวนที่โจทก์ได้รับจากจำเลย ไม่ใช่ 500,000 บาท ตามที่ระบุไว้ในสัญญาขายฝาก จึงเป็นกรณีโจทก์สำคัญผิดในเรื่องราคาขายฝาก แม่ไม่ใช่การสำคัญผิดในลักษณะของนิติกรรม หรือตัวบุคคลซึ่งเป็นคู่กรณีแห่งนิติกรรมหรือทรัพย์สินซึ่งเป็นวัตถุแห่งนิติกรรม แต่ราคาที่ตกลงขายฝากย่อมมีความสำคัญมากพอกับตัวทรัพย์ที่เป็นวัตถุแห่งนิติกรรม ถือว่าโจทก์แสดงเจตนาทำนิติกรรมขายฝากโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม สัญญาขายฝากจึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 156  ไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย ศาลต้องเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนขายฝาก ส่วนเงิน 160,000 บาท ที่โจทก์ได้รับจากจำเลยต้องคืนให้แก่จำเลยฐานลาภมิควรได้

แม้จำเลยไม่ได้ฟ้องแย้งให้โจทก์คืนเงิน 160,000 บาท แต่โจทก์ไม่อาจอ้างสิทธิใด ๆ ที่จะยึดถือเงินนั้นไว้ เนื่องจากสัญญาขายฝากตกเป็นโมฆะ ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาให้โจทก์คืนแก่จำเลยไปในคราวเดียวกัน ไม่ถือเป็นการพิพากษาเกินคำขอ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 978/2567


04/07/2568

ลงชื่อในหนังสือมอบอำนาจที่ยังไม่ได้กรอกข้อความเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมที่คนนอกสุจริต บังคับให้เพิกถอนไม่ได้ แต่มีการทำละเมิดศาลพิพากษาให้ค่าสินไหมทดแทนได้ ไม่เกินคำขอ


โจทก์มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการทำนิติกรรมกู้ยืมเงินมาพอสมควร การละเลยไม่ตรวจสอบเอกสารก่อนลงชื่อ ทั้งยังมอบสำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านซึ่งเป็นเอกสารสำคัญของตนพร้อมลงชื่อรับรองความถูกต้องให้แก่จำเลยที่ 1 ถือได้ว่าโจทก์กระทำด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โจทก์ไม่อาจอ้างเหตุการถูกจำเลยที่ 1 หลอกลวงมาขอเพิกถอนนิติกรรมให้กระทบถึงสิทธิของบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน


โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินไปยังจำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกว่าเกิดจากการปลอมเอกสารการมอบอำนาจของโจทก์ แต่โจทก์ไม่บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 กระทำนิติกรรมโดยไม่สุจริตและไม่ได้เสียค่าตอบแทน เมื่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 6 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า บุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต การที่โจทก์ไม่บรรยายฟ้องให้เห็นประเด็นเพื่อนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าวว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 กระทำการโดยไม่สุจริต คดีจึงไม่มีประเด็นว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 กระทำการโดยไม่สุจริตและเสียค่าตอบแทนหรือไม่ จึงต้องฟังข้อเท็จจริงว่าทำนิติกรรมโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน


โจทก์ไม่อาจเพิกถอนนิติกรรมการขายฝากที่ดินตามฟ้องได้ เนื่องจากบุคคลภายนอกทำนิติกรรมโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน สภาพแห่งหนี้จึงไม่เปิดช่องให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทคืนให้แก่โจทก์ได้ แต่การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันปลอมหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ขายที่ดินโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ เป็นเหตุให้โจทก์เสียหายต้องสูญเสียที่ดินไป เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ ต้องร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420


โจทก์มีเพียงคำขอให้เพิกถอนนิติกรรมโดยไม่ได้มีคำขอให้ใช้ราคาที่ดินให้แก่โจทก์ แต่เมื่อศาลไม่อาจพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมเพื่อให้ที่ดินกลับคืนมาเป็นของโจทก์ได้ ศาลย่อมพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเท่ากับราคาที่ดินทั้งสองแปลงแก่โจทก์ได้ ไม่ถือเป็นการพิพากษาเกินคำขอ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 432-433/2567


07/03/2568

ให้ตัวแทนไปเป็นหุ้นส่วน แต่ตัวแทนทำกิจการเสียหาย ฟ้องตัวแทนและหุ้นส่วนเรียกเงินทุนคืน ไม่ใช่การเรียกค่าเสียหายจากการผิดสัญญาตัวแทน ตัวการฟ้องตัวแทนไม่ได้ต้องฟ้องเรียกจากหุ้นส่วนเอา ฟ้องว่าห้างหุ้นส่วนเลิกกันแล้ว แต่หุ้นส่วนไม่คืนเงินลงทุนซึ่งบังคับได้เมื่อมีการชำระบัญชี ศาลพิพากษาให้มีการชำระบัญชีและตั้งผู้ชำระบัญชีไปเสียทีเดียว



ตัวการให้ตัวแทนไปเป็นหุ้นส่วนในกิจการห้างหุ้นส่วนสามัญ แต่ตัวแทนทำกิจการเสียหาย ตัวการจึงฟ้องตัวแทนและหุ้นส่วนเรียกเงินทุนคืนและส่วนแบ่งกำไรจากตัวแทนและหุ้นส่วน เช่นนี้ ไม่ใช่การเรียกค่าเสียหายจากการผิดสัญญาตัวแทน ตัวการฟ้องตัวแทนไม่ได้ต้องฟ้องเรียกจากหุ้นส่วนเอา


ตกลงประกอบกิจการเอากำไรมาแบ่งกันเท่ากับว่าเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนเมื่อหุ้นส่วนบอกเลิกสัญญาหุ้นส่วนต่อหุ้นส่วนคนอื่นและกิจการเลิกกันแล้วถือว่าห้างหุ้นส่วนสามัญเลิกกันต้องชำระบัญชีเว้นแต่ตกลงกันจัดการโดยวิธีอื่น แต่ถ้าไม่ได้ตกลงกันก็ต้องชำระบัญชี


โจทก์บรรยายฟ้องห้างหุ้นส่วนเลิกกันแล้ว แต่หุ้นส่วนไม่คืนเงินลงทุนซึ่งสามารถบังคับชำระได้เมื่อมีการชำระบัญชี ย่อมเห็นความประสงค์ของโจทก์ว่าต้องการให้มีการชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนด้วย ศาลจึงมีอำนาจพิพากษาให้มีการชำระบัญชีและตั้งผู้ชำระบัญชีไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องให้โจทก์กลับไปฟ้องเป็นคดีใหม่อีก


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3899/2566


23/12/2567

บรรยายฟ้องว่าจ้างซ่อมรถและตกลงบันทึกประจำวัน ศาลวินิจฉัยตามข้อหาตามบันทึกประจำวันได้ และบันทึกประจำวันเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ



โจทก์บรรยายฟ้องในตอนแรกว่า จำเลยรับรถยนต์ไว้ซ่อมในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัดซึ่งเป็นผู้รับจ้าง ไม่ใช่จำเลยตกลงรับจ้างซ่อมตามที่โจทก์บรรยายฟ้องในตอนแรกก็ตาม แต่คำฟ้องตอนต่อมาระบุว่า หลังจากจำเลยรับรถยนต์ของโจทก์ไว้เกิน 2 เดือนแล้ว โจทก์เร่งรัดหลายครั้งจำเลยผัดผ่อนเรื่อยมา ต่อมาโจทก์และจำเลยตกลงกันตามสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐาน โดยมีกำหนดเวลาซ่อมรถยนต์และข้อตกลงให้จำเลยรับผิด อันเป็นสภาพแห่งข้อหาและคำบังคับตามที่ได้ตกลงกันตามสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐาน ไม่ใช่ขอให้จำเลยรับผิดตามสัญญาจ้างซ่อมรถยนต์ การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยถึงความรับผิดของจำเลยตามบันทึกข้อตกลงตามสำเนารายงานประจำวัน เป็นการวินิจฉัยสภาพแห่งข้อหาตามคำฟ้องไม่ใช่นอกประเด็นข้อพิพาท 

ข้อตกลงตามสำเนารายงานประจำวันเป็นการระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นแล้ว โดยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กันโดยทำความตกลงขึ้นมาใหม่แต่ต่างจากสัญญาว่าจ้างเดิม มีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งจำเลยทำขึ้นในฐานะส่วนตัวไม่ใช่ทำแทนห้างหุ้นส่วนจำกัด และจำเลยต้องผูกพันตามข้อตกลงเป็นส่วนตัว โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยให้รับผิดตามข้อตกลงสำเนาประจำวันได้ 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3882/2566

09/08/2567

การหยิบปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นวินิจฉัยเป็นดุลพินิจของศาล

การหยิบยกปัญหาข้อกฎหมายใดอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142 (5) ขึ้นวินิจฉัยหรือไม่ เป็นดุลพินิจของศาล 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3364/2566

22/02/2567

โจทก์ฟ้องและมีคำขอโดยใช้สิทธิเจ้าหนี้สามัญและเจ้าหนี้จำนอง ศาลจะพิพากษาให้บังคับชำระหนี้โดยบังคับจากทรัพย์จำนองก่อนไม่ได้

โจทก์เป็นธนาคาร จำเลยที่ 1 เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด จำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 3 เป็นคู่สมรสของจำเลยที่ 2 

จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายลดตั๋วเงินกับโจทก์ มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 ค้ำประกันรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม และจำเลยที่ 2 จำนองที่ดินเป็นประกัน โดยตกลงว่าหากขายทอดตลาดทรัพย์จำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ยินยอมชดใช้หนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน

โจทก์จึงเป็นทั้งเจ้าหนี้สามัญและเป็นเจ้าหนี้จำนองผู้มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญโดยมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นที่ไม่ใช่ทรัพย์สินที่จำนองด้วย ฉันจอดมีคำขอท้ายฟ้องว่าหากจำเลยทั้ง 3 ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้ง 3 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วนอันเป็นการฟ้องและมีคำขอท้ายฟ้องตามสิทธิที่จะมีอยู่

ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า ให้จำเลยทั้ง 3 ร่วมกันชำระเงิน พร้อมดอกเบี้ย หากจำเลยทั้ง 3 ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน หากขายทอดตลาดทรัพย์จำนองแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้ง 3 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้จนครบถ้วน ซึ่งเป็นการกำหนดขั้นตอนในการบังคับชำระหนี้ โดยให้โจทก์ต้องบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองก่อน เมื่อไม่พอจึงจะบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้ง 3 อันเป็นการพิพากษาให้โจทก์มีสิทธิในการบังคับชำระหนี้น้อยกว่าสิทธิที่มีอยู่ ทั้ง ๆ ที่โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องมาแล้ว จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยทั้ง 3 ไม่ชำระเงินหรือชำระเงินไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้ง 3 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2498/2566 ประชุมใหญ่