แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปวิพ274 แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปวิพ274 แสดงบทความทั้งหมด

03/07/2568

หมดสิทธิบังคับคดี แต่ไม่หมดสิทธิในทรัพย์จำนอง เพราะเป็นทรัพยสิทธิ

สิทธิจำนองเป็นทรัพยสิทธิ จะระงับสิ้นไปก็ต่อเมื่อมีกรณีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 744 (1)-(6)  ผู้รับจำนองซึ่งทรัพยสิทธิจำนองย่อมมีสิทธิบังคับจำนองแม้หนี้ที่ประกันหรือหนี้สิทธิเรียกร้องส่วนที่เป็นประธานจะขาดอายุความ 


หากเจ้าหนี้ประสงค์บังคับตามสิทธิก็ต้องฟ้องเป็นคดีต่อศาลเพราะเหตุลูกหนี้โต้แย้งสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55  และการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องร้องขอให้บังคับคดีภายใน 10 ปีนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ซึ่งหมายถึงตั้งแต่มีคำพิพากษาของศาลชั้นที่สุดในคดีนั้น


ศาลมีคำพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2543 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ จำเลยผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความตั้งแต่งวดแรกวันที่ 30 มิถุนายน 2543 การร้องขอให้บังคับคดีโดยการยึดทรัพย์สินจำนองต้องกระทำในระยะเวลา 10 ปีนับแต่วันที่จำเลยผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ การที่โจทก์ยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ดำเนินการบังคับคดียึดทรัพย์สินจำนองของจำเลยล่วงพ้นระยะเวลา 10 ปีแล้ว มีผลเพียงทำให้โจทก์หมดสิทธิบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินจำนองของจำเลย แต่ทรัพยสิทธิจำนองยังคงอยู่และโจทก์สามารถใช้ยันต่อลูกหนี้จำนองหรือต่อบุคคลภายนอกที่รับโอนทรัพย์สินจำนองต่อไปได้ 


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 314/2567


14/02/2567

จำเลยร่วมต้องชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ จำเลยคนหนึ่งอุทธรณ์อีกคนไม่อุทธรณ์ ระยะเวลาบังคับคดีนับแต่มีคำพิพากษาของแต่ละคน

ระยะเวลาบังคับคดีภายใน 10 ปีต้องเริ่มแต่วันที่มีคำพิพากษาของศาลชั้นที่สุดในคดีนั้น และการบังคับคดีเป็นศิษย์ของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ที่จะบังคับคดีแก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษารายใดและเป็นเรื่องเฉพาะตัวลูกหนี้ตามคำพิพากษาแต่ละราย

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ซึ่งเป็นหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ 

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์แต่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้พิพากษากลับอันจะมีผลถึงจำเลยที่ 2 ได้ และศาลฎีกาไม่รับพิจารณา 

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและไม่ได้อุทธรณ์

สิทธิบังคับคดีในส่วนจำเลยที่ 2 เริ่มตั้งแต่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาไม่ใช่วันที่ศาลอุทธรณ์อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนของจำเลยที่ 1

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1951/2566 (ประชุมใหญ่)