ผู้ค้ำประกันเงินกู้ในสหกรณ์ออมทรัพย์ของส่วนราชการแห่งหนึ่ง ทำสัญญค้ำประกันตั้งแต่เมื่อปี พ.ศ. 2556 จึงเป็นการทำสัญญาค้ำประกันเงินกู้ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เมื่อปี พ.ศ. 2557
ผู้ค้ำประกันตกลงว่ายอมรับผิดกับผู้กู้อย่างลูกหนี้ร่วม ยินยอมให้หักเงินรายได้จากหน่วยงานต้นสังกัดชำระหนี้ได้ทันทีเมื่อผู้กู้ผิดนัดผิดสัญญา สละสิทธิที่จะยกประโยชน์แห่งเงื่อนเวลาขึ้นต่อสู้ และยอมสละสิทธิเกี่ยงให้ผู้กู้ชำระหนี้ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 688, 689 และ 690 ข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนและมีผลผูกพันคู่สัญญาโดยชอบ
ผู้ค้ำประกันได้ทำหนังสือยินยอมให้หักเงินได้ตามมาตรา 42/1 แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ โดยผู้ค้ำประกันยินยอมให้ผู้บังคับบัญชาในหน่วยงานที่ผู้ค้ำประกันปฏิบัติหน้าที่อยู่หักเงินเดือนหรือค่าจ้างหรือเงินอื่นใดที่ถึงกำหนดจ่ายเพื่อชำระหนี้หรือภาระผูกพันอื่นที่มีต่อสหกรณ์ตามที่สหกรณ์แจ้ง จนกว่าหนี้หรือภาระผูกพันนั้นจะระงับสิ้นไป ผู้ค้ำประกันจึงไม่อาจอ้างสิทธิอย่างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เพื่อยกเว้นข้อผูกพันที่ได้ยินยอมไม่ได้ และพระราชบัญญัติสหกรณ์บัญญัติไว้แตกต่างจากบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 มีเจตนาบัญญัติเพิ่มเติมขึ้นเพื่อประโยชน์ต่อการดำเนินกิจการของสหกรณ์ให้สามารถลุล่วงไปได้ มีลักษณะเป็นกฎหมายเฉพาะ จึงไม่อยู่ภายใต้บังคับของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686
มาตรา 42/1 ของพระราชบัญญัติสหกรณ์ไม่ได้บัญญัติว่าการแจ้งให้หักเงินเพื่อชำระหนี้หรือภาระผูกพันอื่นสหกรณ์ต้องบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันก่อน สหกรณ์จึงไม่จำเป็นต้องบอกกล่าวแจ้งให้ผู้ค้ำประกันทราบก่อนที่จะแจ้งให้ต้นสังกัดของผู้ค้ำประกันหักเงิน สหกรณ์ย่อมอาศัยข้อตกลงตามหนังสือยินยอมหักเงินได้แจ้งให้ต้นสังกัดของผู้ค้ำประกันหักเงินของผู้ค้ำประกันเพื่อชำระหนี้หรือภาระผูกพันตามการค้ำประกันได้ การหักเงินของสหกรณ์จึงเป็นการหักเงินไว้โดยมีมูลอันจะอ้างตามกฎหมาย ไม่ใช่ลาภมิควรได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1678/2569
