30/07/2569

สหกรณ์มีอำนาจหักเงินเดือนของผู้ค้ำเพื่อชำระหนี้แทนลูกหนี้



ผู้ค้ำประกันเงินกู้ในสหกรณ์ออมทรัพย์ของส่วนราชการแห่งหนึ่ง ทำสัญญค้ำประกันตั้งแต่เมื่อปี พ.ศ. 2556 จึงเป็นการทำสัญญาค้ำประกันเงินกู้ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เมื่อปี พ.ศ. 2557 


ผู้ค้ำประกันตกลงว่ายอมรับผิดกับผู้กู้อย่างลูกหนี้ร่วม ยินยอมให้หักเงินรายได้จากหน่วยงานต้นสังกัดชำระหนี้ได้ทันทีเมื่อผู้กู้ผิดนัดผิดสัญญา สละสิทธิที่จะยกประโยชน์แห่งเงื่อนเวลาขึ้นต่อสู้ และยอมสละสิทธิเกี่ยงให้ผู้กู้ชำระหนี้ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 688, 689 และ 690 ข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนและมีผลผูกพันคู่สัญญาโดยชอบ 


ผู้ค้ำประกันได้ทำหนังสือยินยอมให้หักเงินได้ตามมาตรา 42/1 แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ โดยผู้ค้ำประกันยินยอมให้ผู้บังคับบัญชาในหน่วยงานที่ผู้ค้ำประกันปฏิบัติหน้าที่อยู่หักเงินเดือนหรือค่าจ้างหรือเงินอื่นใดที่ถึงกำหนดจ่ายเพื่อชำระหนี้หรือภาระผูกพันอื่นที่มีต่อสหกรณ์ตามที่สหกรณ์แจ้ง จนกว่าหนี้หรือภาระผูกพันนั้นจะระงับสิ้นไป ผู้ค้ำประกันจึงไม่อาจอ้างสิทธิอย่างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เพื่อยกเว้นข้อผูกพันที่ได้ยินยอมไม่ได้ และพระราชบัญญัติสหกรณ์บัญญัติไว้แตกต่างจากบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 มีเจตนาบัญญัติเพิ่มเติมขึ้นเพื่อประโยชน์ต่อการดำเนินกิจการของสหกรณ์ให้สามารถลุล่วงไปได้ มีลักษณะเป็นกฎหมายเฉพาะ จึงไม่อยู่ภายใต้บังคับของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 


มาตรา 42/1 ของพระราชบัญญัติสหกรณ์ไม่ได้บัญญัติว่าการแจ้งให้หักเงินเพื่อชำระหนี้หรือภาระผูกพันอื่นสหกรณ์ต้องบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันก่อน สหกรณ์จึงไม่จำเป็นต้องบอกกล่าวแจ้งให้ผู้ค้ำประกันทราบก่อนที่จะแจ้งให้ต้นสังกัดของผู้ค้ำประกันหักเงิน สหกรณ์ย่อมอาศัยข้อตกลงตามหนังสือยินยอมหักเงินได้แจ้งให้ต้นสังกัดของผู้ค้ำประกันหักเงินของผู้ค้ำประกันเพื่อชำระหนี้หรือภาระผูกพันตามการค้ำประกันได้ การหักเงินของสหกรณ์จึงเป็นการหักเงินไว้โดยมีมูลอันจะอ้างตามกฎหมาย ไม่ใช่ลาภมิควรได้


 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1678/2569 


21/07/2569

คู่ความเดิม ที่ดินแปลงเดิม แต่เปลี่ยนรูปคดี ทำไมถึงฟ้องใหม่ไม่ได้?



คู่ความในคดีก่อนและคู่ความคดีนี้เป็นคู่ความเดียวกัน ที่ดินพิพาทในคดีก่อนและคดีนี้เป็นแปลงเดียวกัน แม้คดีนี้โจทก์จะเปลี่ยนรูปคดีจากเรื่องขับไล่และเรียกค่าเสียหายเป็นเรียกทรัพย์คืนและเรียกค่าเสียหาย แต่ก็มีคำขอให้จำเลยออกไปจากสิ่งปลูกสร้างเหมือนคดีก่อน และแม้ว่าคดีก่อนศาลจะไม่ได้วินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีโดยตรงเนื่องจากคู่ความตกลงค้ากันและศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดคดีก่อนไปตามคำท้าโดยพิพากษายกฟ้อง คดีก่อนย่อมผูกพันคู่ความว่าจำเลยมีสิทธิ์อยู่ในที่ดินพิพาทโดยโจทก์ขับไล่ไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง เมื่อคดีก่อนมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว โจทย์จึงห้ามนำคดีมาฟ้องมาอีกมาเป็นฟ้องซ้ำ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148


 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1858/2567


23/01/2569

สถานที่ได้รับคำสนองเป็นสถานที่สัญญาเกิด แต่สถานที่เจรจาตกลงทำสัญญาก็เป็นที่มูลคดีเกิดด้วย




จำเลยอยู่ที่กาญจนบุรีโทรศัพท์สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ซึ่งอยู่ที่สมุทรปราการ ทั้งกาญจนบุรีและสมุทรปราการเป็นสถานที่ตกลงทำสัญญาซื้อขายซึ่งก่อให้เกิดสัญญาร่วมกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 356 

การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ศาลแขวงสมุทรปราการ เป็นศาลที่มูลคดีเกิด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4(1) ไม่ได้ทำให้ศาลจังหวัดกาญจนบุรีซึ่งเป็นสถานที่ที่จำเลยได้รับคำสนองอยู่เป็นสถานที่มูลคดีเกิดเพียงแห่งเดียว

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1824/2567

19/01/2569

โฆษณาคำพิพากษาคดีหมิ่นประมาทในหนังสือพิมพ์ รวมถึงโฆษณาทางเว็บไซต์ข่าวออนไลน์ด้วย และแม้ไม่อุทธรณ์มา ศาลก็สั่งเพิ่มให้ได้


ในคดีหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาผ่านเว็บไซต์เฟซบุ๊ก (Facebook) และยูทูบ (Youtube) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ที่แพร่หลาย โดยจำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณา


แม้ว่าโจทก์ไม่อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาของศาลชั้นต้น แต่ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 332 ให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจสั่งให้โฆษณาคำพิพากษาในหันงสือพิมพ์ได้ตามความเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี ไม่ว่าโจทก์จะมีคำขอหรือไม่ และคำว่า “หนังสือพิมพ์” ย่อมปริวรรตไปตามยุคสมัย ไม่ได้จำกัดแต่เฉพาะหนังสือพิมพ์ที่พิมพ์ขึ้นโดยกระดาษ แต่ยังรวมถึงข้อมูลข่าวสารที่เป็นตัวหนังสือที่ประชาชนทั่วไปสามารถอ่านเข้าใจได้ซึ่งเผยแพร่อยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ด้วย 


การเยียวยาความเสียหายแก่โจทก์ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย จึงต้องให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับการหมิ่นประมาทที่ศาลพิพากษาลงโทษจำเลย เพื่อทำให้ชื่อเสียงของโจทก์กลับคืนดีด้วยการเผยแพร่คำพิพากษาโดยย่อผ่านทางเว็บไซต์ข่าวออนไลน์อีกช่องทางหนึ่งด้วย จึงให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาโดยย่อในหนังสือพิมพ์และผ่านทางเว็บไซต์ข่าวออนไลน์ที่แพร่หลายด้วย


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 976/2567 (ประชุมใหญ่)


12/01/2569

เศรษฐีนีผู้ใจบุญกับบุตรบุญธรรมผู้เนรคุณ จึงถอนคืนการให้

 


📖 ความไว้ใจราคาแพง

เรื่องราวเริ่มจาก "โจทก์" หญิงชราผู้ร่ำรวยแต่ป่วยหนัก ได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างดีเยี่ยมจาก "จำเลย" และครอบครัว ทั้งที่ไม่ใช่ญาติ ด้วยความซาบซึ้งและหวังฝากผีฝากไข้ โจทก์จึงรับจำเลยเป็น "บุตรบุญธรรม" พร้อมโอน ที่ดิน 3 แปลง และทรัพย์สินจำนวนมากให้ เพื่อป้องกันญาติเดิมมาแย่งชิง

⚡ หมดตัวแล้วไล่ส่ง

หลังได้สมบัติ ท่าทีของจำเลยเปลี่ยนไป เงินฝากของโจทก์ถูกถอนจนเกลี้ยงบัญชีเหลือเพียง 68.03 บาท เมื่อโจทก์เจ็บป่วยและขัดสนจนต้องเอ่ยปากขอเงิน กลับถูกจำเลยด่าทออย่างเจ็บแสบว่า "ไม่มีศีลธรรม ไม่ยุติธรรม ไม่รักลูก เงินแค่นี้ก็ทวง จะไปตายที่ไหนก็ไป หน้าด้านหน้ามึนอยู่ทำไม" พร้อมขับไล่ออกจากบ้าน โจทก์จึงฟ้องเรียกทรัพย์สินคืนฐานเนรคุณ

🔍 พยานปากเดียว

คดีนี้มีประเด็นท้าทายทางกฎหมายที่สำคัญ คือ "การรับฟังพยานบุคคล" เพราะในขณะเกิดเหตุที่โจทก์อ้างว่าถูกด่าทอนั้น มีเพียงโจทก์เป็นพยานปากเดียว ในขณะที่จำเลยให้การปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง แต่ศาลฎีกาใช้วิธีพิจารณา "พยานหลักฐานแวดล้อมและพฤติการณ์แห่งคดี" เข้ามาประกอบ

1. พิรุธจากจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์

ศาลพิจารณาพฤติกรรมเริ่มแรกก่อนเป็นบุตรบุญธรรม พบว่าการที่จำเลยและครอบครัว (ซึ่งเป็นคนอื่น ไม่ใช่เครือญาติ) เข้ามาดูแลหญิงชราป่วยหนักสองพี่น้องที่มีทรัพย์สินมหาศาล ทั้งพาไปโรงพยาบาลและท่องเที่ยวอย่างดีผิดปกตินั้น "ผิดวิสัยของบุคคลทั่วไป" หากปราศจากผลประโยชน์แอบแฝง พฤติกรรมที่ "ดีเกินจริง" (Too good to be true) นี้ ศาลมองว่าเป็นข้อพิรุธที่ส่อเจตนาไม่สุจริตมาตั้งแต่ต้น

2. คดีอาญาและการรับสารภาพ

จุดสำคัญที่ทำให้ศาลไม่เชื่อคำแก้ตัวของจำเลย คือ "คดีอาญา" ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน:

  • ข้อเท็จจริง: โจทก์เคยแจ้งความจับจำเลยฐานลักทรัพย์

  • หลักฐาน: เส้นทางการเงินพบว่าจำเลยแอบนำบัตร ATM ของโจทก์ไปกดเงินสดถึง 37 ครั้ง รวมเป็นเงิน 560,504 บาท

  • ผลคดี: จำเลย "ให้การรับสารภาพ" และศาลพิพากษาลงโทษไปแล้ว

การกระทำผิดในคดีอาญานี้ เป็น "พยานหลักฐานสำคัญ" ที่ทำลายความน่าเชื่อถือของจำเลย แสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่ได้รักใคร่กตัญญูต่อโจทก์ แต่มีเจตนา "ปอกลอก" ทรัพย์สินอย่างแยบยลและต่อเนื่อง

3. ตัวเลขที่ไม่โกหก

หลังจากโจทก์ยกทรัพย์สินให้จำเลย เงินในบัญชีธนาคารจำนวนหลายล้านบาทถูกถอนออกไปจนเหลือเพียง 68.03 บาท ภายในเวลาอันรวดเร็ว การดูแลของจำเลยมีเป้าหมายที่ทรัพย์สิน ไม่ใช่สวัสดิภาพของแม่บุญธรรม

4. ชั่งน้ำหนัก

  • ฝ่ายจำเลย: แม้จะปฏิเสธว่าไม่เคยด่า แต่พฤติกรรมในอดีต (ลักทรัพย์แม่บุญธรรม) ทำให้คำปฏิเสธไม่มีน้ำหนัก

  • ฝ่ายโจทก์: แม้จะเป็นพยานปากเดียว แต่คำเบิกความสอดคล้องกับพฤติการณ์ที่ถูกกระทำจนหมดตัวและต้องออกจากบ้าน

ศาลจึงเชื่อว่า เหตุการณ์ด่าทอเกิดขึ้นจริง ถ้อยคำที่ไล่ว่า "จะไปตายที่ไหนก็ไป" จึงไม่ใช่แค่คำพูดด้วยอารมณ์ชั่ววูบ แต่เป็นเจตนาทิ้งผู้มีพระคุณหลังจากได้สมบัติแล้ว ซึ่งถือเป็นการ "หมิ่นประมาทอย่างร้ายแรง" และ "ประพฤติเนรคุณ" ตามกฎหมาย

🏁 คำพิพากษา

ศาลฎีกาพิพากษา "ถอนคืนการให้" โดยบังคับให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินทั้ง 3 แปลงคืนแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

คดีนี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญว่า "พฤติกรรมในอดีตและหลักฐานนิติวิทยาศาสตร์ (เส้นทางการเงิน)" มีน้ำหนักสำคัญยิ่งกว่าคำแก้ตัวลอย ๆ ในการพิสูจน์ความจริงแห่งเจตนา

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1665/2567


07/01/2569

แม้จำเลยให้การว่ากู้เงินจริงแต่ได้รับเงินไม่ถึงที่เขียนในสัญญาและสัญญากู้ปลอม แต่ก็ยังต้องใช้หลักฐานแห่งการกู้ยืมนั้นเป็นพยานหลักฐานว่ากู้เงินจริงหรือไม่



คำให้การจำเลยอ้างว่าจำเลยกู้เงินจากโจทก์จริงแต่ได้รับเงินไม่ถึงจำนวนที่โจทก์เขียนในสัญญา และสัญญากู้เงินเป็นเอกสารปลอม ดังนั้น การที่จะฟังว่าจำเลยทำสัญญากู้เิงนจากโจทก์หรือไม่ จึงต้องอาศัยสัญญากู้เงินเป็นพยานหลักฐาน 


แม้จำเลยเบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ว่าจำเลยเป็นคนกรอกข้อความในสัญญากู้เงินสัญญากู้จึงไม่ใช่เอกสารปลอม ก็เป็นเรื่องในชั้นพิจารณาว่าข้อเท็จจริงในประเด็นที่จำเลยต่อสู้ไว้ฟังได้เพียงใด ไม่ใช่กรณีไม่ต้องใช้หนังสือสัญญากู้เงินเป็นพยานหลักฐาน ยังต้องมีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินมาเป็นพยานหลักฐาน


หนังสือสัญญากู้เงินต้นฉบับระบุชื่อโจทก์และจำเลยเป็นคู่สัญญาและลงลายมือชื่อทั้งสองฝ่าย จึงเป็นตราสารที่ต้องปิดอากรแสตมป์ แต่เมื่อหนังสือสัญญากู้เงินไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ ย่อมไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 ถือว่าโจทก์ไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1650/2567