แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Legal แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Legal แสดงบทความทั้งหมด

03/09/2569

หลักกฎหมายตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ที่สามารถนำมาใช้กับสัญญาทางปกครองได้

 👉 เราอาจเจอปัญหาช่องว่างของกฎหมายเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองที่ปัญหาบางเรื่องไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองบัญญัติไว้เฉพาะ ❓️❓️

👍 แต่ในทางนิติวิธีแล้ว เราสามารถนำบทบัญญัติของกฎหมายเรื่องอื่นมาใช้กับสัญญาทางปกครองได้ 

👍 ซึ่งหลักกฎหมายตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ที่สามารถนำมาใช้กับสัญญาทางปกครองได้ คือ

🤜 หลักความเป็นกลางของเจ้าหน้าที่ (ม.12-ม.20) 

🤜 คู่กรณี (ม.21-ม.25) 

🤜 หลักการพิจารณาทางปกครอง (ม.26-ม.33) 

🤜 การแจ้ง (ม.68-ม.74) 

🤜 คณะกรรมการที่มีอำนาจพิจารณาทางปกครอง (ม.75-ม.84) 


📚 ที่มา:  มานิตย์ วงศ์เสรี, นิติวิธีว่าด้วยสัญญาทางปกครอง (กรุงเทพฯ: วิญญูชน, 2565), 100-103.

COPY: นิติกรหนวด

            ดังนั้น จึงเห็นว่า เมื่อนิติสัมพันธ์ระหว่างมหาวิทยาลัยกับพนักงานมหาวิทยาลัยเป็นนิติสัมพันธ์ตามสัญญา การดำเนินการพิจารณาใดๆ เกี่ยวกับสัญญาพนักงานมหาวิทยาลัยจึงต้องกระทำโดยเจ้าหน้าที่ที่เป็นกลาง และให้สิทธิต่างๆ ตามกฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองด้วย มิใช่พิจารณาตามอำเภอใจ

30/07/2569

สหกรณ์มีอำนาจหักเงินเดือนของผู้ค้ำเพื่อชำระหนี้แทนลูกหนี้



ผู้ค้ำประกันเงินกู้ในสหกรณ์ออมทรัพย์ของส่วนราชการแห่งหนึ่ง ทำสัญญค้ำประกันตั้งแต่เมื่อปี พ.ศ. 2556 จึงเป็นการทำสัญญาค้ำประกันเงินกู้ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เมื่อปี พ.ศ. 2557 


ผู้ค้ำประกันตกลงว่ายอมรับผิดกับผู้กู้อย่างลูกหนี้ร่วม ยินยอมให้หักเงินรายได้จากหน่วยงานต้นสังกัดชำระหนี้ได้ทันทีเมื่อผู้กู้ผิดนัดผิดสัญญา สละสิทธิที่จะยกประโยชน์แห่งเงื่อนเวลาขึ้นต่อสู้ และยอมสละสิทธิเกี่ยงให้ผู้กู้ชำระหนี้ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 688, 689 และ 690 ข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนและมีผลผูกพันคู่สัญญาโดยชอบ 


ผู้ค้ำประกันได้ทำหนังสือยินยอมให้หักเงินได้ตามมาตรา 42/1 แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ โดยผู้ค้ำประกันยินยอมให้ผู้บังคับบัญชาในหน่วยงานที่ผู้ค้ำประกันปฏิบัติหน้าที่อยู่หักเงินเดือนหรือค่าจ้างหรือเงินอื่นใดที่ถึงกำหนดจ่ายเพื่อชำระหนี้หรือภาระผูกพันอื่นที่มีต่อสหกรณ์ตามที่สหกรณ์แจ้ง จนกว่าหนี้หรือภาระผูกพันนั้นจะระงับสิ้นไป ผู้ค้ำประกันจึงไม่อาจอ้างสิทธิอย่างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เพื่อยกเว้นข้อผูกพันที่ได้ยินยอมไม่ได้ และพระราชบัญญัติสหกรณ์บัญญัติไว้แตกต่างจากบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 มีเจตนาบัญญัติเพิ่มเติมขึ้นเพื่อประโยชน์ต่อการดำเนินกิจการของสหกรณ์ให้สามารถลุล่วงไปได้ มีลักษณะเป็นกฎหมายเฉพาะ จึงไม่อยู่ภายใต้บังคับของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 


มาตรา 42/1 ของพระราชบัญญัติสหกรณ์ไม่ได้บัญญัติว่าการแจ้งให้หักเงินเพื่อชำระหนี้หรือภาระผูกพันอื่นสหกรณ์ต้องบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันก่อน สหกรณ์จึงไม่จำเป็นต้องบอกกล่าวแจ้งให้ผู้ค้ำประกันทราบก่อนที่จะแจ้งให้ต้นสังกัดของผู้ค้ำประกันหักเงิน สหกรณ์ย่อมอาศัยข้อตกลงตามหนังสือยินยอมหักเงินได้แจ้งให้ต้นสังกัดของผู้ค้ำประกันหักเงินของผู้ค้ำประกันเพื่อชำระหนี้หรือภาระผูกพันตามการค้ำประกันได้ การหักเงินของสหกรณ์จึงเป็นการหักเงินไว้โดยมีมูลอันจะอ้างตามกฎหมาย ไม่ใช่ลาภมิควรได้


 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1678/2569 


21/07/2569

คู่ความเดิม ที่ดินแปลงเดิม แต่เปลี่ยนรูปคดี ทำไมถึงฟ้องใหม่ไม่ได้?



คู่ความในคดีก่อนและคู่ความคดีนี้เป็นคู่ความเดียวกัน ที่ดินพิพาทในคดีก่อนและคดีนี้เป็นแปลงเดียวกัน แม้คดีนี้โจทก์จะเปลี่ยนรูปคดีจากเรื่องขับไล่และเรียกค่าเสียหายเป็นเรียกทรัพย์คืนและเรียกค่าเสียหาย แต่ก็มีคำขอให้จำเลยออกไปจากสิ่งปลูกสร้างเหมือนคดีก่อน และแม้ว่าคดีก่อนศาลจะไม่ได้วินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีโดยตรงเนื่องจากคู่ความตกลงค้ากันและศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดคดีก่อนไปตามคำท้าโดยพิพากษายกฟ้อง คดีก่อนย่อมผูกพันคู่ความว่าจำเลยมีสิทธิ์อยู่ในที่ดินพิพาทโดยโจทก์ขับไล่ไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง เมื่อคดีก่อนมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว โจทย์จึงห้ามนำคดีมาฟ้องมาอีกมาเป็นฟ้องซ้ำ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148


 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1858/2567


23/01/2569

สถานที่ได้รับคำสนองเป็นสถานที่สัญญาเกิด แต่สถานที่เจรจาตกลงทำสัญญาก็เป็นที่มูลคดีเกิดด้วย




จำเลยอยู่ที่กาญจนบุรีโทรศัพท์สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ซึ่งอยู่ที่สมุทรปราการ ทั้งกาญจนบุรีและสมุทรปราการเป็นสถานที่ตกลงทำสัญญาซื้อขายซึ่งก่อให้เกิดสัญญาร่วมกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 356 

การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ศาลแขวงสมุทรปราการ เป็นศาลที่มูลคดีเกิด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4(1) ไม่ได้ทำให้ศาลจังหวัดกาญจนบุรีซึ่งเป็นสถานที่ที่จำเลยได้รับคำสนองอยู่เป็นสถานที่มูลคดีเกิดเพียงแห่งเดียว

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1824/2567

19/01/2569

โฆษณาคำพิพากษาคดีหมิ่นประมาทในหนังสือพิมพ์ รวมถึงโฆษณาทางเว็บไซต์ข่าวออนไลน์ด้วย และแม้ไม่อุทธรณ์มา ศาลก็สั่งเพิ่มให้ได้


ในคดีหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาผ่านเว็บไซต์เฟซบุ๊ก (Facebook) และยูทูบ (Youtube) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ที่แพร่หลาย โดยจำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณา


แม้ว่าโจทก์ไม่อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาของศาลชั้นต้น แต่ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 332 ให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจสั่งให้โฆษณาคำพิพากษาในหันงสือพิมพ์ได้ตามความเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี ไม่ว่าโจทก์จะมีคำขอหรือไม่ และคำว่า “หนังสือพิมพ์” ย่อมปริวรรตไปตามยุคสมัย ไม่ได้จำกัดแต่เฉพาะหนังสือพิมพ์ที่พิมพ์ขึ้นโดยกระดาษ แต่ยังรวมถึงข้อมูลข่าวสารที่เป็นตัวหนังสือที่ประชาชนทั่วไปสามารถอ่านเข้าใจได้ซึ่งเผยแพร่อยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ด้วย 


การเยียวยาความเสียหายแก่โจทก์ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย จึงต้องให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับการหมิ่นประมาทที่ศาลพิพากษาลงโทษจำเลย เพื่อทำให้ชื่อเสียงของโจทก์กลับคืนดีด้วยการเผยแพร่คำพิพากษาโดยย่อผ่านทางเว็บไซต์ข่าวออนไลน์อีกช่องทางหนึ่งด้วย จึงให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาโดยย่อในหนังสือพิมพ์และผ่านทางเว็บไซต์ข่าวออนไลน์ที่แพร่หลายด้วย


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 976/2567 (ประชุมใหญ่)


12/01/2569

เศรษฐีนีผู้ใจบุญกับบุตรบุญธรรมผู้เนรคุณ จึงถอนคืนการให้

 


📖 ความไว้ใจราคาแพง

เรื่องราวเริ่มจาก "โจทก์" หญิงชราผู้ร่ำรวยแต่ป่วยหนัก ได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างดีเยี่ยมจาก "จำเลย" และครอบครัว ทั้งที่ไม่ใช่ญาติ ด้วยความซาบซึ้งและหวังฝากผีฝากไข้ โจทก์จึงรับจำเลยเป็น "บุตรบุญธรรม" พร้อมโอน ที่ดิน 3 แปลง และทรัพย์สินจำนวนมากให้ เพื่อป้องกันญาติเดิมมาแย่งชิง

⚡ หมดตัวแล้วไล่ส่ง

หลังได้สมบัติ ท่าทีของจำเลยเปลี่ยนไป เงินฝากของโจทก์ถูกถอนจนเกลี้ยงบัญชีเหลือเพียง 68.03 บาท เมื่อโจทก์เจ็บป่วยและขัดสนจนต้องเอ่ยปากขอเงิน กลับถูกจำเลยด่าทออย่างเจ็บแสบว่า "ไม่มีศีลธรรม ไม่ยุติธรรม ไม่รักลูก เงินแค่นี้ก็ทวง จะไปตายที่ไหนก็ไป หน้าด้านหน้ามึนอยู่ทำไม" พร้อมขับไล่ออกจากบ้าน โจทก์จึงฟ้องเรียกทรัพย์สินคืนฐานเนรคุณ

🔍 พยานปากเดียว

คดีนี้มีประเด็นท้าทายทางกฎหมายที่สำคัญ คือ "การรับฟังพยานบุคคล" เพราะในขณะเกิดเหตุที่โจทก์อ้างว่าถูกด่าทอนั้น มีเพียงโจทก์เป็นพยานปากเดียว ในขณะที่จำเลยให้การปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง แต่ศาลฎีกาใช้วิธีพิจารณา "พยานหลักฐานแวดล้อมและพฤติการณ์แห่งคดี" เข้ามาประกอบ

1. พิรุธจากจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์

ศาลพิจารณาพฤติกรรมเริ่มแรกก่อนเป็นบุตรบุญธรรม พบว่าการที่จำเลยและครอบครัว (ซึ่งเป็นคนอื่น ไม่ใช่เครือญาติ) เข้ามาดูแลหญิงชราป่วยหนักสองพี่น้องที่มีทรัพย์สินมหาศาล ทั้งพาไปโรงพยาบาลและท่องเที่ยวอย่างดีผิดปกตินั้น "ผิดวิสัยของบุคคลทั่วไป" หากปราศจากผลประโยชน์แอบแฝง พฤติกรรมที่ "ดีเกินจริง" (Too good to be true) นี้ ศาลมองว่าเป็นข้อพิรุธที่ส่อเจตนาไม่สุจริตมาตั้งแต่ต้น

2. คดีอาญาและการรับสารภาพ

จุดสำคัญที่ทำให้ศาลไม่เชื่อคำแก้ตัวของจำเลย คือ "คดีอาญา" ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน:

  • ข้อเท็จจริง: โจทก์เคยแจ้งความจับจำเลยฐานลักทรัพย์

  • หลักฐาน: เส้นทางการเงินพบว่าจำเลยแอบนำบัตร ATM ของโจทก์ไปกดเงินสดถึง 37 ครั้ง รวมเป็นเงิน 560,504 บาท

  • ผลคดี: จำเลย "ให้การรับสารภาพ" และศาลพิพากษาลงโทษไปแล้ว

การกระทำผิดในคดีอาญานี้ เป็น "พยานหลักฐานสำคัญ" ที่ทำลายความน่าเชื่อถือของจำเลย แสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่ได้รักใคร่กตัญญูต่อโจทก์ แต่มีเจตนา "ปอกลอก" ทรัพย์สินอย่างแยบยลและต่อเนื่อง

3. ตัวเลขที่ไม่โกหก

หลังจากโจทก์ยกทรัพย์สินให้จำเลย เงินในบัญชีธนาคารจำนวนหลายล้านบาทถูกถอนออกไปจนเหลือเพียง 68.03 บาท ภายในเวลาอันรวดเร็ว การดูแลของจำเลยมีเป้าหมายที่ทรัพย์สิน ไม่ใช่สวัสดิภาพของแม่บุญธรรม

4. ชั่งน้ำหนัก

  • ฝ่ายจำเลย: แม้จะปฏิเสธว่าไม่เคยด่า แต่พฤติกรรมในอดีต (ลักทรัพย์แม่บุญธรรม) ทำให้คำปฏิเสธไม่มีน้ำหนัก

  • ฝ่ายโจทก์: แม้จะเป็นพยานปากเดียว แต่คำเบิกความสอดคล้องกับพฤติการณ์ที่ถูกกระทำจนหมดตัวและต้องออกจากบ้าน

ศาลจึงเชื่อว่า เหตุการณ์ด่าทอเกิดขึ้นจริง ถ้อยคำที่ไล่ว่า "จะไปตายที่ไหนก็ไป" จึงไม่ใช่แค่คำพูดด้วยอารมณ์ชั่ววูบ แต่เป็นเจตนาทิ้งผู้มีพระคุณหลังจากได้สมบัติแล้ว ซึ่งถือเป็นการ "หมิ่นประมาทอย่างร้ายแรง" และ "ประพฤติเนรคุณ" ตามกฎหมาย

🏁 คำพิพากษา

ศาลฎีกาพิพากษา "ถอนคืนการให้" โดยบังคับให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินทั้ง 3 แปลงคืนแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

คดีนี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญว่า "พฤติกรรมในอดีตและหลักฐานนิติวิทยาศาสตร์ (เส้นทางการเงิน)" มีน้ำหนักสำคัญยิ่งกว่าคำแก้ตัวลอย ๆ ในการพิสูจน์ความจริงแห่งเจตนา

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1665/2567


07/01/2569

แม้จำเลยให้การว่ากู้เงินจริงแต่ได้รับเงินไม่ถึงที่เขียนในสัญญาและสัญญากู้ปลอม แต่ก็ยังต้องใช้หลักฐานแห่งการกู้ยืมนั้นเป็นพยานหลักฐานว่ากู้เงินจริงหรือไม่



คำให้การจำเลยอ้างว่าจำเลยกู้เงินจากโจทก์จริงแต่ได้รับเงินไม่ถึงจำนวนที่โจทก์เขียนในสัญญา และสัญญากู้เงินเป็นเอกสารปลอม ดังนั้น การที่จะฟังว่าจำเลยทำสัญญากู้เิงนจากโจทก์หรือไม่ จึงต้องอาศัยสัญญากู้เงินเป็นพยานหลักฐาน 


แม้จำเลยเบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ว่าจำเลยเป็นคนกรอกข้อความในสัญญากู้เงินสัญญากู้จึงไม่ใช่เอกสารปลอม ก็เป็นเรื่องในชั้นพิจารณาว่าข้อเท็จจริงในประเด็นที่จำเลยต่อสู้ไว้ฟังได้เพียงใด ไม่ใช่กรณีไม่ต้องใช้หนังสือสัญญากู้เงินเป็นพยานหลักฐาน ยังต้องมีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินมาเป็นพยานหลักฐาน


หนังสือสัญญากู้เงินต้นฉบับระบุชื่อโจทก์และจำเลยเป็นคู่สัญญาและลงลายมือชื่อทั้งสองฝ่าย จึงเป็นตราสารที่ต้องปิดอากรแสตมป์ แต่เมื่อหนังสือสัญญากู้เงินไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ ย่อมไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 ถือว่าโจทก์ไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1650/2567


06/01/2569

จะปรับบทลงโทษได้ต้องมีอำนาจพิจารณาก่อน, ถอนฟ้อง 6 วันเพื่อฟ้องศาลใหม่ไม่เป็นถอนฟ้องเด็ดขาด, อุทธรณ์คดีส่วนอาญาแล้วแพ่งเกี่ยวเนื่องอาญาไม่ต้องขออนุญาตอุทธรณ์

 


คดีนี้ศาลแขวงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ศาลแขวงจะปรับบทลงโทษตามที่พิจารณาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 ไม่ได้

โจทก์ยื่นฟ้องคดีอาญาต่อศาลจังหวัดหลังจากถอนฟ้องจากศาลแขวงเพียง 6 วัน แสดงว่าโจทก์ถอนฟ้องเพื่อมาฟ้องเป็นคดีใหม่ต่อศาลที่มีอำนาจ ไม่ใช่การถอนฟ้องเด็ดขาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 36 และไม่เป็นเหตุให้จำเลยถูกดำเนินคดีหลายครั้ง โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยคดีนี้ได้

คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา แม้ทุนทรัพย์ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง แต่เมื่อโจทก์อุทธรณ์คดีส่วนอาญา ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีส่วนแพ่งได้โดยโจทก์ไม่ต้องขออนุญาตอุทธรณ์คดีส่วนแพ่ง เพราะคดีส่วนแพ่งศาลต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1351/2567

25/12/2568

ไม่มีหลักฐานกู้ยืมเงิน ก็ฟ้องไม่ได้และยกสู้ฟ้องแย้งก็ไม่ได้



โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกู้ยืมเงิน 1,800,000 บาท มีหลักฐานเป็นหนังสือโดยจำเลยให้โฉนดของจำเลยแก่โจทก์ยึดถือไว้เป็นประกัน ต่อมาจำเลยกู้ยืมเงินอีก 1,500,000 บาท โดยไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ มีเพียงหลักฐานการโอนเงินเข้าบัญชีจำเลย แต่จำเลยปฏิเสธว่าไม่ได้กู้ยืมเงิน 1,500,000 บาท และฟ้องแย้งขอให้โจทก์คืนโฉนด โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ว่าจำเลยกู้ยืมเงิน 1,500,000 บาท หรือไม่ แต่เมื่อโจทก์ไม่มีหลักฐานการกู้ยืมเงินอีก 1,500,000 บาท โจทก์จึงฟ้องบังคับให้จำเลยชำระเงินกู้ 1,500,000 บาท ไม่ได้  รวมถึงห้ามไม่ให้โจทก์ยกขึ้นต่อสู้คดีตามฟ้องแย้งของจำเลยที่ให้คืนโฉนดด้วย โจทก์จะอ้างว่าเป็นการยืมใช้คงรูปแล้วใช้สิทธิ์ติดตามเอาคืนก็ไม่ได้ และจะอ้างว่าการที่จำเลยรับว่าได้ชำระหนี้เงินกู้ 1,800,000 บาท เป็นการรับว่าได้ชำระหนี้เงินกู้บางส่วน จึงไม่ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือในเงินกู้อีก 1,500,000 บาท ก็ฟังไม่ขึ้น


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1263/2567


19/12/2568

ผู้แทนสวนสัตว์ ไม่ได้เลี้ยงหรือดูแลเสือโดยตรง ไม่ต้องรับผิดละเมิดเป็นการส่วนตัว



กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนสวนสัตว์ เป็นเพียงตัวแทนของสวนสัตว์ ไม่ได้เกี่ยวข้องในฐานะผู้รับเลี้ยงเสือด้วย ไม่ได้เลี้ยงหรือดูแลเสือโดยตรง ถือไม่ได้ว่ากรรมการผู้มีอำนาจนั้นเป็นผู้ดูแลสัตว์หรือรับเลี้ยงรักษาสัตว์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 433 จึงไม่ต้องรับผิดจากเสือหลุดจากกรงเข้ากัดเด็ก และไม่ได้กระทำการนอกขอบวัตถุประสงค์ของสวนสัตว์ จึงไม่ต้องรับผิดในฐานะส่วนตัว


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1235/2567


18/12/2568

ถูกเตะหน้า แล้วขับรถกลับบ้านที่อยู่ใกล้ ๆ แล้วกลับมาทำร้าย เป็นบันดาลโทสะ ไม่ได้อ้างในศาลชั้นต้นก็อ้างชั้นอุทธรณ์ได้




ผู้เสียหายเตะหน้าจำเลย จำเลยขับรถกลับบ้านที่อยู่ห่างเพียง 600 เมตร ในขณะที่โทสะยังพลุ่งพล่านอยู่ไม่ขาดตอนจากเหตุการณ์ที่ถูกผู้เสียหายเตะหน้า กลับมาทำร้าย เป็นการบันดาลโทสะ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72


แม้จำเลยไม่ได้ยกปัญหาเรื่องบันดาลโทสะในคำให้การในศาลชั้นต้น แต่จำเลยมีสิทธิยกเรื่องบันดาลโทสะในศาลชั้นอุทธรณ์ได้ เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1109/2567


17/12/2568

สถาบันการเงินยื่นฟ้องล่าช้า ดอกสูงเกินต้น ศาลไม่ให้ดอกหลังฟ้อง แต่ผู้ประกอบธุรกิจที่เป็นบุคคลยื่นฟ้องล่าช้า ศาลลดดอกเบี้ยไม่ได้

พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 12 กำหนดว่า “ในการใช้สิทธิแห่งตนก็ดี ในการชำระหนี้ก็ดี ผู้ประกอบธุรกิจต้องกระทำด้วยความสุจริต โดยคำนึงถึงมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสมภายใต้ระบบธุรกิจที่เป็นธรรม” โดยบัญญัติหลักทุจริตสำหรับควบคุมกำกับพฤติกรรมของผู้ประกอบธุรกิจเพิ่มเติมรายละเอียดขึ้นอีก มากกว่าที่ใช้บังคับกับบุคคลทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 ที่กำหนดว่า “ในการใช้สิทธิแห่งตนก็ดี ในการชำระหนี้ก็ดี บุคคลต้องกระทำโดยสุจริต” เพราะต้องการยกระดับมาตรฐานความสุจริตของผู้ประกอบธุรกิจในการใช้สิทธิและในการชำระหนี้ให้ยิ่งไปกว่าบุคคลทั่วไปจะพึงมีตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยผู้ประกอบธุรกิจต้องปฏิบัติต่อผู้บริโภคไม่ได้ไปกว่ามาตรฐานทางการค้าของผู้ประกอบธุรกิจในกิจการทำนองเดียวกับประพฤติปฏิบัติต่อผู้บริโภค ทั้งต้องมีจริยธรรมในการประกอบกิจการภายใต้ระบบธุรกิจที่มีการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม มีความรับผิดชอบ ดำเนินการด้วยความโปร่งใสและตรวจสอบได้เพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ผู้บริโภค อันจะส่งผลต่อความก้าวหน้าในกิจการของผู้ประกอบธุรกิจควบคู่กันไป หากผู้ประกอบธุรกิจใช้สิทธิ์หรือชำระหนี้ในเกณฑ์ที่ด้อยกว่ามาตรฐานความสุจริตดังกล่าวแล้ว ย่อมเท่ากับว่าผู้ประกอบธุรกิจใช้สิทธิไม่สุจริต และศาลไม่อาจบังคับให้ลูกหนี้ชำระหนี้แก่ผู้ประกอบธุรกิจที่ใช้สิทธิไม่สุจริตเช่นนั้นได้





คดีที่ 1

บริษัทบริหารสินทรัพย์รับโอนหนี้มาจากธนาคารในปี 2557 โดยไม่ปรากฏหลักฐานแสดงรายละเอียดการชำระหนี้ของลูกหนี้ว่าชำระหนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อใด และธนาคารเจ้าหนี้เดิมอาจใช้สิทธิเรียกร้องได้ตั้งแต่เมื่อใด รวมถึงบริษัทบริหารสินทรัพย์รับโอนหนี้มาแล้วได้ใช้สิทธิบัคับชำระหนี้จากลูกหนี้ในทันทีที่มีโอกาสทำได้หรือภายในระยะเวลาอันสมควรหรือไม่ อย่างไร โดยดำเนินคดีตามสัญญากู้และสัญญาจำนองกับลูกหนี้ในปี 2563 ซึ่งเนิ่นช้าจนเป็นเหตุให้ภาระหนี้ในส่วนดอกเบี้ยที่ลูกหนี้ต้องรับผิดสูงเกินกว่าต้นเงินที่ค้างชำระ บริษัทบริหารสินทรัพย์และธนาคารเจ้าหน้ี้เดิมไม่ได้ใช้สิทธิเรียกร้องต่อลูกหนี้โดยคำนึงถึงความเสียหายของลูกหนี้ซึ่งเป็นผู้บริโภค เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ไม่คำนึงถึงมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสมภายใต้ระบบธุรกิจที่เป็นธรรม ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 12 จึงไม่กำหนดอัตราดอกเบี้ยทั้งอัตราปกติและอัตราผิดนัดของต้นเงินภายหลังวันฟ้อง


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 610/2567





คดีที่ 2


พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 ไม่ได้มีบทบัญญัติพิเศษเพิ่มเติมเกี่ยวกับบทสันนิษฐานเรื่องการทำโดยสุจริต จึงต้องถือว่าข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 6 ที่กำหนดว่า “ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต” มาใช้บังคับกับผู้ประกอบธุรกิจตามความหมายแห่ง พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 ด้วย


แม้โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงินจะนำคดีมาฟ้องช้า แต่โจทก์ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานว่าการะทำโดยสุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 6 เป็นการใช้สิทธิตามปกติที่มีข้อสัญญาและข้อกฎหมายรองรับ และเมื่อคดีไม่มีประเด็นเรื่องอายุความ โจทก์ย่อมต้องได้รับชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยตามจำนวนที่ยังไม่ได้รับชำระ ไม่ใช่เรื่องที่ศาลจะยก พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 12 มาปรับลดดอกเบี้ยตามสัญญาลงได้


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1236/2567



* หมายเหตุ คำพิพากษาศาลฎีกา 2 เรื่องนี้ ต่างกันในรายละเอียดและผล ขอให้อ่านย่อยาวอย่างรอบคอบ


16/12/2568

แม้มีใบสร็จรับเงินแล้ว ศาลก็ยังไม่เชื่อว่าได้ชำระเงินแล้ว เพราะมีหลักฐานแวดล้อมอื่นๆ



ร้านอาหารรับจ้างจัดเลี้ยงาหารให้ส่วนราชการตามที่ตกลงรับจ้างหลายครั้ง โดยร้านอาหารจะนำใบวางบิลและใบเสร็จรับเงินให้เจ้าหน้าที่ของส่วนราชการไปก่อน แล้วเจ้าหน้าที่จะโอนเงินเข้าบัญชีร้านค้าในภายหลัง แต่เจ้าหน้าที่ไม่โอนเงินชำระค่าจ้างหลายครั้งเป็นเงินหลายแสนบาท


เจ้าหน้าที่ต้องยืมเงินทดรองจ่ายจากส่วนราชการมาก่อนแล้วนำเอกสารใบเสร็จรับเงินไปขออนุมัติหักล้างเงินยืม ส่วนราชการให้เจ้าหน้าที่เพียงคนเดียวจัดการทั้งเอกสารและการเงินจนเจ้าหน้าที่กระทำการทุจริต ส่วนราชการสอบข้อเท็จจริงและสอบละเมิดเจ้าหน้าที่แล้ว ร้านอาหารก็ให้การในชั้นสอบข้อเท็จจริงตรงกับที่เบิกความต่อศาล พยานบุคคลของส่วนราการเบิกความตามเอกสารเท่านั้น แม้ส่วนราชการมีใบเสร็จรับเงิน ศาลก็เชื่อร้านอาหารเพราะถ้าร้านอาหารได้รับเงินไปแล้วคงไม่มาฟ้องเป็นคดีนี้


ไม่ใช่เรื่องระหว่างร้านอาหารกับเจ้าหน้าที่ แต่ส่วนราชการต้องรับผิดชำระเงินให้ร้านอาหาร แล้วไปไล่เบี้ยเอาจากเจ้าหยน้าที่เอง


การโอนเงินให้ภายหลังไม่แน่ว่าวันใด เป็นหนี้ไม่มีกำหนดเวลา


คำพิพากษาศาลฎีกาที่  500/2567 


20/11/2568

ผู้พิพากษาเคยนั่งพิจารณาคดีแพ่งในศาลต้นขึ้นมาเป็นผู้พิพากษาพิจารณาคดีอาญาในศาลอุทธรณ์ ไม่ถือเป็นผู้พิพากษาที่เคยพิจารณาคดีเดียวกันในศาลอื่น


ผู้พิพากษาที่พิจารณาคดีแพ่งของบริษัทที่โจทก์เป็นกรรมการกับจำเลยในศาลชั้นต้น ขึ้นมาเป็นผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ที่พิจารณาคดีอาญาของโจทก์กับจำเลย ถือไม่ได้ว่าเป็นผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีเดียวกันในศาลอื่น อันจะเป็นเหตุให้ถูกคัดค้านตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 11 (5)


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 747/2567

30/10/2568

ที่ดิน สปก. ไม่เข้าทำประโยชน์ แต่ให้คนอื่นทำ เท่ากับสละสิทธิทำประโยชน์แล้ว ฟ้องขับไล่ไม่สุจริต สำนักงาน สปก. มีอำนาจฟ้อง



โจทก์ไม่เคยเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน สปก. และปล่อยให้จำเลยเป็นผู้ทำประโยชน์ในที่ดินเพื่อตนเองมาตลอดนับตั้งแต่โจทก์ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดิน เท่ากับโจทก์สละสิทธิทำประโยชน์ในที่ดิน สปก. และยอมโอนสิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินให้จำเลยแล้ว เป็นการต้องห้ามตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 การที่โจทก์กลับมาอ้างสิทธิตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์แล้วฟ้องขับไล่จำเลยจึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 5


จำเลยไม่ได้รับอนุญาตให้เขาทำประโยชน์ในที่ดิน สปก. และลักลอบซื้อขายที่ดินกันเป็นทอด ๆ อันไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นเรื่องที่สำนักงานปฏิรูปที่ดินจะต้องว่ากล่าวเอาแก่จำเลย ไม่ทำให้โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสอง


คำพิพากษาศาลฎีกาที่  471-472/2567 





30/09/2568

ฉ้อโกงประชาชนต้องเจตนาทำให้ปรากฏแก่ประชาชนทั่ว ๆ ไป โดยมุ่งหมายให้แพร่หลายในหมู่ประชาชน



ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนต้องมีเจตนากระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนทั่ว ๆ ไป โดยมุ่งหมายให้แพร่หลายในหมู่ประชาชน แต่จำเลยชักชวนโจทก์ให้ร่วมลงทุน โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยชักชวนบุคคลอื่นหรือประกาศให้ประชาชนทั่วไปมาร่วมลงทุนด้วย จึงไม่มีมูลความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน


ความผิดฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญา ต้องมีการนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดี แต่จำเลยในฐานะทนายความของโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง ไม่ใช่การนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานในการพิจารณาคดี แต่เป็นอำนาจที่จำเลยทำได้ตามที่โจทก์มอบหมายในใบแต่งทนายความ หากฝ่าฝืนความประสงค์ของโจทก์และทำให้โจทก์เสียหายก็ต้องไปว่ากันอีกเรื่องหนึ่ง จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญา


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 725/2567


21/08/2568

คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องอาญา เมื่อคดีอาญาข้าราชการไม่ต้องรับผิด คดีแพ่งก็ฟ้องหน่วยงานต้นสังกัดไม่ได้ และแม้จำเลยไม่ได้ให้การ ก็ยกข้อเท็จจริงส่วนอาญายกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้



โจทก์ฟ้อง ธ. ซึ่งเป็นข้าราชการในสังกัดจำเลย เป็นคดีอาญา คดีถึงที่สุด โดยศาลชั้นต้นพิพากษาว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบฟังไม่ได้ว่า ธ. กระทำความผิดตามฟ้อง จึงพิพากษายกฟ้อง ซึ่งเป็นการฟ้องโดยอาศัยเหตุเดียวกันกับคดีแพ่งที่โจทก์ฟ้องจำเลยในมูลละเมิด จึงเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 คำพิพากษาในคดีอาญาผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นคู่ความในคดีแพ่ง การที่จะพิจารณาว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ในส่วนคดีแพ่ง ศาลต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามมาตรา 46 เมื่อคดีส่วนอาญาศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า ธ. ไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง ถือว่าจำเลยไม่ได้กระทำละเมิดตามฟ้องในคดีส่วนแพ่งด้วย โจทย์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัดของ ธ. ให้รับผิด


คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 46 ให้ศาลในคดีส่วนแพ่งจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยไม่ได้ให้การ จำเลยก็มีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง 


 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 613/2567


20/08/2568

ขายทรัพย์ที่ยึดไม่ได้ เพราะมีคำสั่งให้รื้อถอน โดยไม่ใช่ความผิดหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือความไม่สุจริตของเจ้าหนี้ จึงไม่ต้องรับผิดค่าธรรมเนียมบังคับคดี



อาคารที่โจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึด ต้องถูกรื้อถอนไปในระหว่างการบังคับคดีและไม่อาจนำขายทอดตลาดได้ เกิดจากการใช้อำนาจโดยชอบด้วยกฎหมายของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่มีคำสั่งให้จำเลยรื้อถอนอาคาร ไม่ใช่ความผิดหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือความไม่สุจริตของโจทก์ที่โจทก์จะรู้มาก่อนว่าอาคารที่ยึดมีสภาพเป็นอันตรายและสำนักงานเขตมีคำสั่งให้รื้อถอน ทั้งไม่ใช่การถอนบังคับคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 292 (2) (3) (4) (6) และ (7) ที่ผู้ร้องขอยึดหรืออายัดทรัพย์สินต้องรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดีตามมาตรา 169/2 วรรคสี่  จึงไม่มีเหตุสมควรที่จะให้ผู้ร้องต้องรับผิดค่าธรรมเนียมกรณียึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 541/2567


19/08/2568

ไม่ต้องฟ้องแพ่งก่อนฟ้องล้มละลาย



แม้โจทก์ฟ้องคดีตั้งรูปเรื่องว่าจำเลยเป็นหนี้เงินกู้ยืม แต่โจทก์ได้บรรยายฟ้องและนำสืบเข้าลักษณะสัญญาประเภทหนึ่งที่บังคับกันได้ ซึ่งการวินิจฉัยชี้ขาดคดีของศาลย่อมมีอำนาจยกบทกฎหมายที่ถูกต้องมาปรับแก่คดีได้ ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ


เจ้าหนี้จะฟ้องลูกหนี้ให้ล้มละลายได้ก็ต่อเมื่อหนี้นั้นอาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน ไม่ว่าหนี้นั้นจะถึงกำหนดชำระโดยพลันหรือในอนาคต พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 9 (3) ไม่ได้บัญญัติว่าหนี้นั้นศาลต้องพิพากษากำหนดจำนวนแน่นอนเสียก่อน ดังนั้น โจทก์ไม่ต้องนำหนี้ไปฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งก่อนที่จะฟ้องคดีล้มละลาย


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 540/2567


18/08/2568

สารภาพ ใช่ว่าผิดเสมอไป ศาลฎีกายกฟ้องได้ แม้จำเลยรับสารภาพ



แม้จำเลยให้การรับสารภาพ ไม่ได้หมายความว่าศาลจะต้องพิพากษาลงโทษจำเลยเสมอไป เพราะในคดีอาญาไม่ว่าจำเลยจะให้การเช่นใด เป็นเรื่องที่ศาลต้องพิจารณาให้ได้ความว่า จำเลยได้กระทำความผิดจริง จึงจะพิพากษาลงโทษได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176


ปัญหาว่าจำเลยไม่มีความผิดตามฟ้อง แม้ไม่ได้เป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากล่าวมาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกวินิจฉัยแล้วยกฟ้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 185 วรรคหนึ่ง และมาตรา 195 วรรคสอง


 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 532/2567